วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน


ต้นเหตุ
เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2556 เวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา โดย ศ.ดร.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง พร้อมด้วยคณะทำงาน เปิดห้องประชุม 1 ณ สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ จัดแถลงการณ์เรื่อง “วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน”

ดังความต่อไปนี้....

ตามที่ได้เกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 เป็นต้นมา โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ได้มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของประชาชนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ถึงแม้ในวันดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้วก็ตาม แต่ประชาชนผู้มาชุมนุมก็มิได้ยุติการชุมนุม โดยยังเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้แก่ประชาชนด้วยการให้คณะรัฐมนตรีรักษาการลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ทั้งคณะ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งสภาประชาชนและการปฏิรูปการเมืองรวมทั้งการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่

สภาพัฒนาการเมืองในฐานะที่เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีขึ้นตามมาตรา 78 (7) โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง มีความห่วงใยต่อวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

1. เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวพ้นวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวไปได้อย่างยั่งยืน สภาพัฒนาการเมืองเห็นว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเมือง อาทิ การปฏิรูประบบและกลไกลในการแก้ไขและป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ การกระทำอันขัดกันแห่งผลประโยชน์ การทุจริตการเลือกตั้ง และการซื้อสิทธิขายเสียง เป็นต้น

2. สภาพัฒนาการเมืองเห็นว่าการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวได้ในไม่ช้าก็จะเกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ขึ้นอีก สภาพัฒนาการเมืองจึงขอเรียกร้องว่า หากจะจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก่อนการเลือกตั้งดังกล่าวทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือร่วมใจกันในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางและกรอบเวลาของการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศอันเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน และให้พรรคการเมืองทุกพรรคตกลงเป็นสัญญาประชาคมว่าหลังการเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว จะดำเนินการตามแนวทางและกรอบเวลาของการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด อันเป็นการใช้วิกฤตการณ์ครั้งนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความปรองดองและความอยู่ดีมีสุขของคนในชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป

3. ด้วยเหตุที่กระแสการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนที่แสดงออกโดยการเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนนับล้านคน สภาพัฒนาการเมืองจึงมีความเห็นว่านับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้บริบททางการเมืองและกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้ จึงควรให้มีการสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง อาทิ การจัดตั้งสภาพลเมืองขึ้นทุกจังหวัด โดยสภาพัฒนาการเมืองจะเป็นผู้ประสานดำเนินการให้ปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

4. สภาพัฒนาการเมืองพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมร้อยประสานหาทางออกและดำเนินการเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางและกรอบเวลาของการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศอันเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน

5. ด้วยเหตุที่การแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง และการหาแนวทางการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศที่จะมีขึ้น ตลอดทั้งการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเชิงคุณภาพต่อไป สื่อสารมวลชนจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศ ดังนั้น สภาพัฒนาการเมืองขอเรียกร้องให้สื่อสารมวลชนได้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว ตลอดทั้งแนวทางและกระบวนการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นกลาง และให้เกิดความสมดุลระหว่างฝ่ายต่างๆ รวมทั้งจัดสรรหาเวลาในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเพียงพอ รอบด้านและเหมาะสม

สภาพัฒนาการเมืองจึงขอประกาศแถลงการณ์มาให้ทราบโดยทั่วกัน


วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน (2548-2557) ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นของปัญหา

กระทู้สนทนา
จุดเริ่มต้นของปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ยากนักที่จะบอกได้ว่ามันเริ่มก่อตัวปัญหานี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไร  หลายคนคงเข้าใจไปว่ามันเกิดขึ้นในปี  2549  ในสมัยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ  ชินวัตร  แต่ได้หารู้ไหมว่าจริงๆ เข้าแล้วมันอาจเกิดขึ้นมานานแล้วนานตั้งแต่เรามีประเทศไทย  หรืออาจจะมาจากสมัยอณาจักรสยามโน่นก็เป็นไปได้  ตั้งแต่เรามีชนชั้นปกครอง  ชนชั้นกลาง  และคนชนชั้นล่างของสังคม  แต่มันได้มาถึงจุดแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างเด่นชัดระเบิดขึ้นมาในปี  2549  นี้เอง  และท่านนายกทักษิณ  ชินวัตร  อาจจะเป็นผู้ซึ่งปลดปล่อยคนชั้นล่างของสังคมให้เท่าเทียมกับคนชั้นกลาง  และชนชั้นปกครองก็เป็นไปได้เช่นกัน  เพราะตามประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์เราแล้ว  ผู้ที่ชนะเท่านั้นที่จะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์  ว่าใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือว่าฝ่ายผิด 

จุดเริ่มต้นของปัญหา

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีขณะนั้น
•    ระบอบทักษิณ
o    นับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่สองเป็นต้นมา พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายผู้ไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล ผู้นิยมพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม และนักวิชาการที่มีแนวคิดแตกต่างกับรัฐบาล โดยสาเหตุหลักมาจากการกล่าวหาว่า รัฐบาลมุ่งเอื้อประโยชน์ให้กับเครือญาติและพวกพ้อง, แผนฟินแลนด์ ที่เป็นแผนอันชั่วร้าย ซึ่งกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ และคนใกล้ชิด ได้วางไว้ก่อนจัดตั้งรัฐบาล ที่ประเทศฟินแลนด์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเห็นว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ มิได้ตอบคำถามต่างๆ เหล่านั้นอย่างชัดเจน
o    โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ก็ได้ตอบโต้ ด้วยการตั้งฉายาให้กลุ่มนักวิชาการ และผู้ที่วิจารณ์อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มรู้ทันทักษิณ หรือ นายธีรยุทธ บุญมี ว่าเป็น “ขาประจำ” และยังชี้ให้เห็นว่า ผู้โจมตีรัฐบาลบางส่วน เป็นกลุ่มทุนเก่า และผู้สูญเสียผลประโยชน์ จากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล จากการที่กลุ่มทุนใหม่มีอำนาจทางการเมือง
o    ต่อมา ในปลายปี พ.ศ. 2548 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้มอบหมายให้ นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความส่วนตัว ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท รวมถึงในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ได้ยื่นฟ้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย แต่หลังจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัส เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้มอบหมายให้นายธนา ดำเนินการถอนฟ้อง เพื่อรับสนองกระแสพระราชดำรัส พร้อมกันนี้ ศาลก็ได้ยกคำร้องของตำรวจไปทั้งหมด
o    เย็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นใหม่ ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 โดยกล่าวถึงเหตุผล ในตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 20.30 น. คืนวันเดียวกันว่า มีกลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย กดดันให้ตนลาออกจากตำแหน่ง
o    วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2549 พรรคไทยรักไทย จัดการปราศรัยใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ หัวหน้าพรรค ขึ้นปราศรัย ในเวลา 20.00 น. มีผู้เดินทางมาฟังปราศรัย เป็นจำนวนหลายแสนคน จนเต็มท้องสนามหลวง และล้นออกไปถึง ถนนราชดำเนินกลาง ใกล้ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
o    วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2549 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดย แกนนำ ทั้ง 5 ได้นำประชาชนจำนวนหนึ่ง ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล กดดันทุกวิถีทาง เพื่อให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเว้นวรรคทางการเมือง อีกทั้งต้องตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมด แต่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ก็ยืนยันว่า ตนจะลาออกจากตำแหน่งรักษาการไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 215 วรรคสอง บัญญัติให้ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่ จึงไม่สามารถลาออกจากตำแหน่งได้
ที่มา  http://pantip.com/topic/31498903

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น